บทความ

5 สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่ารถของคุณ “ ใกล้จะพัง ”

1. ไฟสัญญาณเตือนที่หน้าปัดรถยนต์
ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์อะไรขึ้นมาก็ตาม มันบอกได้อย่างเดียวว่า รถของคุณมีปัญหาแล้ว

2.เครื่องสตาร์ทไม่ติด
หรือต้องใช้เวลาในการสตาร์ทเครื่องนานกว่าปกติ แสดงว่ารถเริ่มมีปัญหา หมายถึงแบตเตอร์รี่อาจจะเริ่มเสื่อมสภาพ หรือใกล้หมดเต็มที

3.มีควันขาวออกมาจากท่อไอเสีย หรือสตาร์ทเครื่องนานกว่าปกติ
จริงๆ แล้วควันจากท่อไอเสียที่ดีจะต้องสะอาด ไร้กลิ่น และไร้สี สาเหตุที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากการที่มีน้ำมันเครื่องหลุดเล็ดลอดเข้าไปในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ แล้วถูกเผาไหม้ผสมไปกับเชื้อเพลิง (น้ำมัน หรือแก๊ส) ถ้ามีควันมากเกินปกติ ก็แน่นอนว่าเครื่องยนต์มีปัญหาแน่นอน

4.กลิ่นเหม็นไหม้
แสดงว่ารถของคุณเริ่มมีปัญหา อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เบรกไหม้ สายพานไหม้ ท่อไอเสียปริแตก ลูกสูบไหม้ หรือแม้แต่สายไฟภายในเครื่องยนต์ไหม้

5.พฤติกรรมการขับรถ
เพราะบางคนมีพฤติกรรมการขับรถที่รุนแรง เช่น กระชากเกียร์ เหยียบคันเร่งจนมิด ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้สามารถสร้างความเสียหายกับเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่าง หากขับรถแบบนี้เป็นระยะเวลานานสะสม รับรองว่าเครื่องยนต์พังก่อนเวลาอันควรแน่นอน

บทความ

อัปเดต! กฎหมายจราจร ปี 2569 มีใหม่อะไรบ้าง ?

         กฎหมายจราจร หรือ พระราชบัญญัติจราจรทางบก เป็นข้อกฎหมายที่มีเอาไว้เพื่อควบคุมการขับขี่ มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดบนท้องถนน ซึ่งผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากกระทำผิดมีโทษเริ่มต้นสถานเบาตั้งแต่การตักเตือน ไปจนถึงการปรับ และ การจำคุก

  • ขับรถเร็วเกินกำหนด เพิ่มโทษของการขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด จากเดิมที่จะมีโทษปรับอยู่ที่ 1,000 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 4,000 บาท ตัดคะแนนความประพฤติ 1 คะแนน
  • ขับรถผ่านสัญญาณไฟจราจร จากความผิดเดิมที่จะมีการลงโทษปรับ 1,000 บาท เพิ่มเป็น 4,000 บาท พร้อมกับตัดคะแนนความประพฤติขับขี่ทันที 2 คะแนนเมื่อกระทำความผิด
  • ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ กรณีที่ใช้โดยไม่มีอุปกรณ์เสริมอย่าง หูฟัง เมื่อตรวจพบจะมีความผิดทันที จากเดิมปรับอยู่ที่ 2,000 บาท เพิ่มเป็น 4,000 บาท พร้อมตัดคะแนนความประพฤติ 1 คะแนน
  • ขับรถโดยไม่ได้ทำการคาดเข็มขัดนิรภัย เพิ่มโทษปรับจากเดิม 500 บาท เปลี่ยนเป็นปรับไม่เกิน 2,000 บาท มีผลกับทั้งผู้ขับขี่ และ ผู้โดยสาร พร้อมกับตัดคะแนนความประพฤติผู้ขับขี่ทันที 1 คะแนน
  • ไม่สวมหมวกกันน็อก จากเดิมที่มีโทษปรับอยู่ที่ 500 บาท เพิ่มโทษปรับเป็น 2,000 บาท มีผลทั้งกับผู้ขับขี่ และ ผู้โดยสาร ตัดคะแนนความประพฤติ 1 คะแนน
  • ไม่หยุดรถที่ทางม้าลายแก่คนข้ามถนน มีโทษปรับจากเดิม 1,000 บาท ปรับเพิ่มเป็น 4,000 บาท และโดนตัดคะแนนความประพฤติทันที 1 คะแนนเมื่อกระทำผิด
  • ขับรถย้อนศร จากเดิมที่จะมีโทษปรับอยู่เพียง 500 บาท เพิ่มขึ้นไปเป็นโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมการตัดคะแนนความประพฤติทันที 2 คะแนน
  • ไม่พกใบอนุญาตขับขี่ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และ อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุ ถูกยึด หรือ ถูกเพิกถอน หากถูกตรวจพบจะมีโทษปรับทันทีไม่เกิน 2,000 บาท ตัดคะแนนความประพฤติทันที 2 คะแนน
  • ไม่ติดตั้งที่นั่งคาร์ชีทสำหรับเด็ก สำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่ถึง 6 ปี จำเป็นจะต้องมีที่นั่งสำหรับเด็กโดยเฉพาะภายในรถส่วนบุคคล หากมีการละเลยจะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
  • ขับขี่รถแข่งขันรถยนต์บนถนนสาธารณะ มีโทษปรับเริ่มต้นที่ 5,000 บาท และสูงสุดถึง 10,000 บาท และมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรืออาจได้รับโทษทั้งจำทั้งปรับ
บทความ

ใกล้ถึงช่วงวันหยุดยาว อยากชวนเพื่อน ๆ มาเตรียมรถให้พร้อมก่อนเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้รถยนต์พร้อมใช้งาน ช่วยให้การเดินทางปลอดภัยและราบรื่นกันค่ะ

  1. ตรวจสอบของเหลวในห้องเครื่อง
    ของเหลวที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่ น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ, น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์, น้ำมันเบรก, น้ำกลั่นแบตเตอรี่, น้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำและถังพัก, น้ำฉีดกระจกรถยนต์ ควรเช็กให้อยู่ในระดับปกติ ไม่สูงไปหรือไม่ต่ำเกินไป อีกทั้งยังควรดูสภาพของน้ำมันว่ามีสีเข้มกว่าปกติหรือไม่

    2. ตรวจสอบลมยางและสภาพยางรถยนต์
    ควรตรวจสอบแรงดันลมยางทุกเส้นให้พอดีตามค่ามาตรฐาน ตามค่าที่ระบุไว้ที่ขอบประตู เช็กสภาพยางว่ายังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี เช่น ดอกยางต้องไม่ลึกน้อยกว่า 3 มม. ตรวจสอบรอยฉีก บวม บนผิวยาง แก้มยางหรือหน้ายางต้องไม่แตกลายงา และควรตรวจสอบสภาพแก้มยางด้านในด้วยนะคะ

    3. ตรวจสอบอุปกรณ์ส่องสว่าง
    เช็กอุปกรณ์ส่องสว่างทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ไฟท้าย, ไฟเลี้ยว, ไฟเบรก รวมถึงไฟเบรกดวงที่ 3 หากหลอดใดขาด ควรรีบเปลี่ยน

    4. ตรวจสอบระบบเบรก
    หมายรวมถึงเบรกมือด้วย ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ปกติ เนื้อผ้าเบรกควรมีความหนาเกินกว่า 3 มม. และจานเบรกต้องไม่มีรอยแตกร้าว

            วิธีการเตรียมรถก่อนเดินทางไกลช่วงปีใหม่นี้ นับเป็นการเตรียมความพร้อมเบื้องต้น ให้เพื่อน ๆ นำไปใช้ดูแลรถด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ แต่หากมีสิ่งผิดปกติมากกว่านี้ควรรีบนำรถไปเข้ารับบริการให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ผู้ขับควรพักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมร่างกายให้พร้อม ง่วงไม่ขับ โทรไม่ขับ เมาไม่ขับ เพื่อให้เดินทางไปกลับได้อย่างปลอดภัยค่ะ

บทความ

5 พฤติกรรมที่ทำให้รถของคุณเสื่อมสภาพเร็ว

  1. สตาร์ทรถ แล้วออกตัวเลย
    เมื่อจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน เครื่องยนต์จะมีอุณหภูมิเย็นลง และส่งน้ำมันไปหล่อเลี้ยงส่วนอื่นๆ ได้ไม่เต็มที่ ผู้ขับขี่จึงควรสตาร์ทรถแช่ทิ้งไว้ครู่หนึ่งก่อนออกตัว เพื่อเป็นการวอร์มเครื่องยนต์และน้ำมันเครื่องให้อยู่ในอุณหภูมิที่ดี เพราะหากไม่อุ่นเครื่องแล้วพุ่งตัวเลยจะทำให้รอบเครื่องหมุนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วได้
  2. เปลี่ยร์เกียร์โดยทันที
    การเร่งเปลี่ยนเกียร์อย่างกะทันหันโดยที่รถยังหยุดไม่สนิท เช่น เปลี่ยนจากเกียร์ D ไป R หรือเปลี่ยนเกียร์จากเดินหน้าไปถอยหลังโดนทันที ถือว่าเป็นการทำลายระบบส่งกำลัง และระบบขับเคลื่อนแบบเต็มๆ เพราะพฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้เกียร์จะมีอาการกระตุก และสึกหรอไปอย่างรวดเร็ว จนพังไปในที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเหล่านั้นเสื่อมสภาพเร็ว ควรรอให้รถหยุดสนิทก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเกียร์จะดีกว่าครับ
  3. ละเลยสัญญาณไฟแจ้งเตือน
    เมื่อมีสัญญาณไฟแจ้งเตือนบนหน้าปัดรถยนต์ นั่นหมายความว่ารถของคุณกำลังมีปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากไม่ใส่ใจและปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดผลเสียในระยะยาวได้
  4. ปล่อยให้น้ำมันรถเหลือน้อย
    ผู้ใช้รถหลายคนมักปล่อยให้น้ำมันรถเหลือเพียงก้นถัง เพราะคิดว่าไม่เป็นไร รถยังแล่นไปได้ หรือค่อยเติมอีกครั้ง เมื่อใกล้หมดจริง ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมเช่นนี้ จะทำให้ปั๊มน้ำมันที่อยู่ในถังเสื่อมสภาพและมีอายุการใช้งานน้อยลง ดังนั้น เพื่อยืดอายุการใช้งาน จึงควรเติมน้ำมันให้ท่วมตัวปั๊มอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
  5. ไม่ปิดแอร์แล้วดับเครื่อง
    ถ้าไม่อยากให้เครื่องปรับอากาศภายในรถของคุณเสื่อมสภาพเร็ว ห้ามดับเครื่องทั้งที่ยังเปิดแอร์ทิ้งไว้โดยเด็ดขาด เพราะหากทำเช่นนั้นแล้ว คอมเพรสเซอร์แอร์ที่ทำงานทันทีเมื่อติดเครื่องยนต์จะถูกกระชาก
    เนื่องจากเป็นช่วงที่รอบเครื่องยนต์จะพุ่งสูงขึ้นเพื่อเพิ่มแรงไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของรถ
บทความ

ORA Good Cat EV ขับลุยน้ำท่วมได้หรือไม่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เฉลยแล้ว

         เกรท วอลล์ มอเตอร์ ออกมาแนะนำผู้บริโภคถึงวิธีการดูแล และการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าในฤดูฝน พร้อมเฉลยว่า ORA Good Cat EV ขับลุยน้ำท่วมได้หรือไม่ หรือแช่น้ำได้สูงขนานไหน กี่นาที

         เกรท วอลล์ มอเตอร์ ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้ตามปกติแม้โดนฝน เพราะมอเตอร์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ต่างได้รับการปกป้องเป็นอย่างดีด้วยฉนวนไฟฟ้า รวมถึงมีเซ็นเซอร์ตรวจจับไฟฟ้ารั่ว และระบบป้องกันการลัดวงจรลงดิน (Ground Fault Protection) ส่วนรายละเอียดต่างๆว่า ORA Good Cat EV สามารถขับลุยน้ำท่วมได้หรือไม่ แช่น้ำได้นานขนาดไหน กี่นาที มีดังนี้

           – ORA Good Cat EV มีกล่องหุ้มเซลล์แบตเตอรี่ที่แข็งแรง รองรับความปลอดภัยทางไฟฟ้า 5 ด้าน ได้แก่ การป้องกันน้ำ การกัดกร่อน การชน การกระแทก และการเกิดเพลิงไหม้ โดยหากเกิดการชนที่กระทบแบตเตอรี่ รถยนต์จะดับภายใน 50 มิลลิวินาทีเพื่อความปลอดภัย และยังมีการควบคุมอุณภูมิและการระบายความร้อนที่ดี 

            – EV สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในขณะฝนตกได้ โดยแท่นชาร์จจากหลายบริษัทได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีตามมาตรฐาน และมีระบบป้องกันหรือที่ครอบซึ่งจะมีช่องที่สามารถระบายน้ำได้ ถึงแม้ในช่วงฝนตกหรือมีน้ำขังที่เต้ารับ ก็วางใจได้ว่าจะไม่มีน้ำขังอยู่ที่บริเวณหัวประจุ และมีการติดตั้งระบบตัดไฟรั่วและลงสายดินไว้เช่นกัน

           – ตัวรถส่วนใหญ่ยังมีซีลกันน้ำที่สามารถกันฝุ่นและกันน้ำสาดได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันน้ำฝนกระเด็นเข้าไปยังขั้วชาร์จไฟฟ้าได้  รวมถึงระบบเซ็นเซอร์จะตัดกำลังไฟฟ้าทันทีหากพบกระแสไฟรั่วไหลในวงจร  เพียงแต่ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มความปลอดภัยได้ด้วยการสำรวจบริเวณแท่นชาร์จ หัวประจุ และสายไฟทุกครั้งก่อนชาร์จว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ รวมถึงเช็ดทำความสะอาดบริเวณจุดที่ชาร์จให้แห้งก่อนปิดฝา

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังรายงานว่า รถยนต์ไฟฟ้า EV สามารถขับได้อย่างปลอดภัยในสภาวะน้ำท่วม

           – ระบบในรถได้รับการปกป้องเป็นอย่างดีและป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในระบบ เพราะมีการทดสอบ IP Rating (Ingress Protection) ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานในการป้องกันของแข็งและของเหลวเล็ดลอดเข้าภายในตัวรถ ซึ่งค่ามาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยทั่วไปอยู่ที่ IP67 การันตีว่า EV สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมไม่เกิน 1 เมตรได้ ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที

          – โดย ORA Good Cat ใช้แบตเตอรี่ที่ได้มาตรฐาน IP67 เช่นกัน โดยสามารถกันน้ำจากการแช่น้ำความลึกไม่เกิน 1 เมตรได้สูงสุด 30 นาที และยังสามารถกันฝุ่นได้อย่างสมบูรณ์ และ EV ยังสามารถขับลุยน้ำได้ลึกถึง 40 เซ็นติเมตร

          – หากจำเป็นต้องขับรถขณะน้ำท่วม ผู้ใช้งานควรเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น ค่อยๆ ขับโดยใช้ความเร็วต่ำ คอยระวังสิ่งกีดขวางบนท้องถนน เช่น ท่อนไม้ หรือก้อนหิน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับแบตเตอรี่ได้ และพยายามไม่จอดรถค้างไว้เป็นเวลานาน

          อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ขับรถลุยน้ำในระดับสูงและเป็นระยะเวลานาน ผู้ใช้สามารถนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็กรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานได้อีกทาง นอกจากนั้น ผู้ใช้งานควรศึกษาคู่มือการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้ดีว่าสามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอมได้มากเพียงใดเพื่อที่จะได้ใช้งานรถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

บทความ

ประกันรถยนต์ไม่ให้ความคุ้มครอง กรณี “ทำผิดกฎหมายจราจร” เรื่องใดบ้าง?

        หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าการทำผิดกฎจราจรบางอย่าง ส่งผลต่อการได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ด้วย โดยความผิดที่ว่า มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • เมาแล้วขับ

         กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าห้ามไม่ให้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา ซึ่งถ้าหากคุณฝ่าฝืน นอกจากจะโดนตำรวจจับแล้ว ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบและไม่ให้ความคุ้มครองใด ๆ เนื่องจากมองว่าเป็น “เพิ่มความเสี่ยง” ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

  • ขนของผิดกฎหมาย

         ไม่ว่าจะเป็นการขนยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท จะรู้ก็ดีหรือไม่รู้ก็ดี ในกรณีที่รถยนต์คันดังกล่าวไปก่อเหตุมา บริษัทประกันจะไม่คุ้มครองใด ๆ ด้วยเช่นกัน

  • ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

        ไม่มีใบขับขี่ และรวมถึงใบอนุญาตขับขี่หมดอายุด้วย หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัย แนะนำให้พกใบขับขี่ติดตัวเอาไว้เสมอ หรือเมื่อเห็นว่าใบขับขี่ใกล้หมดอายุ ควรจะดำเนินการต่อใบขับขี่ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง

  • ดัดแปลงสภาพรถเพื่อเอาไปใช้ในการแข่งความเร็ว

         หากการดัดแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของรถ แต่เป็นการนำไปขับขี่แข่งในสนาม หรือบนถนนเส้นไหนก็ตาม บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเป็นกรณีดัดแปลงเพื่อเพิ่มสมรรถภาพ เช่น ยาง โช้คอัพ ระบบเบรก หรืออื่น ๆ สามารถแจ้งบริษัทฯ เพื่อซื้อแผนความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละบริษัทฯ ด้วย

        *หมายเหตุ: ในกรณีไม่แจ้งให้ทางบริษัทฯ ทราบถึงการดัดแปลงดังกล่าว บริษัทฯ อาจพิจารณาชดใช้เฉพาะชิ้นส่วนมาตรฐาน ไม่รวมส่วนที่ตกแต่งมาเพิ่มเติม

        ซึ่งทั้งหมดนี้คือการทำผิดกฎจราจร ที่คุณควรพาตัวเองออกมาให้ไกลมากที่สุด ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องปวดหัวกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น การเกิดคดีความต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการสูญเสีย แนะนำให้ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร และขับขี่บนท้องถนนอย่างมีสติ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ

 

บทความ

5 ข้อ การใช้รถ ที่หลายคนมักเข้าใจผิด ?

         หากคุณยังไม่รู้ว่าการขับขี่ของตัวเอง ในมุมมองของคนอื่น ๆ หรือทางกฎหมายมีความผิด หรืออาจเป็น “ปัจจัยเสี่ยง” ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ง่าย ๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าเรื่องที่หลายคนมักเข้าใจผิดจะมีอะไรกันบ้าง ? เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการขับขี่ของตัวเอง และการดูแลรถยนต์ของคุณให้ดี ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

         1. เมื่อติดไฟแดง มักเข้าเกียร์ตำแหน่ง P

         เกียร์ P (Park) ของระบบเกียร์อัตโนมัติ ตามปกติแล้วจะใช้เมื่อตอนที่รถจอดสนิทแล้วเท่านั้น พูดง่าย ๆ ว่า “ไม่คิดจะขยับรถไปไหนอีกสักพักใหญ่” ซึ่งการเข้าเกียร์ P ในตอนที่ติดไฟแดง แล้วเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น เช่น โดยรถชนท้าย หรือใด ๆ ก็ตาม จะส่งผลให้ระบบส่งกำลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก

        เนื่องจากเกียร์ P มีการ “ล็อกเฟืองขับเคลื่อนในเกียร์ไม่ทำงาน” หากรถขับเคลื่อนทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในเกียร์ P (การขับเคลื่อนโดยไม่ได้ตั้งใจ) อย่างรุนแรง ส่งผลให้ระบบเกียร์ได้รับความเสียหาย แนะนำให้เข้าเกียร์ N หรือเกียร์ D แล้วเหยียบเบรกจะดีกว่า เพราะถ้าหากเกิดการชนท้าย รถแทบจะไม่ได้รับความเสียดายใด ๆ

        2. ขับขี่อย่างมีมารยาท = ใช้แตรน้อย ๆ

        “แตร” เป็นสัญญาณที่ใช้สำหรับเตือนเพื่อนร่วมทาง เมื่อเห็นว่าเขากำลังทำผิด เช่น ขับออกนอกเลนโดยไม่ให้สัญญาณ เบรกกะทันหัน หรืออื่น ๆ การใช้แตรจึงถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เพื่อนร่วมทางคนอื่น ๆ ตระหนัก และระมัดระวังในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการใช้แตรบ่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีมารยาท แต่ก็ควรใช้แตรอย่างมีจังหวะ แนะนำให้ “กดบีบเว้นช่วง” และใช้แตรเมื่อเหตุที่อาจจะเป็นอันตรายต่อคุณ

        3. เติมน้ำมันตอนกลางคืน จะได้น้ำมันมากขึ้น

        หลายคนมักมีความเข้าใจผิดว่า การเติมน้ำมันในช่วงเวลากลางคืนจะทำให้ได้น้ำมันเยอะกว่า เนื่องจากมีอุณหภูมิต่ำกว่า และน้ำมันไม่ขยายตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วกฎหมายได้ควบคุมให้ปั้มน้ำมันทุกแห่ง มีถังเก็บใต้ดินและมีการควบคุมอุณหภูมิตลอดเวลา ดังนั้นช่วงเวลาต่าง ๆ ไม่ได้ส่งผลต่อความหนาแน่นของน้ำมันแต่อย่างใด พูดง่ายๆ ว่าเติมเวลาไหนก็ได้ปริมาณน้ำมันไม่แตกต่างกันสักนิดเดียว

       4. ขับรถลงเขา “ใช้เกียร์ว่าง = ปลอดภัย”

        การใช้เกียร์ว่างเพื่อขับรถลงเขา ถือเป็นการขับขี่ที่ “อันตรายมากที่สุด” หากคุณมีพฤติกรรมขับขี่แบบนี้อยู่ อย่าคิดจะทำอีกเป็นอันขาด เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยประคองรถได้ดี หรือประหยัดน้ำมันได้แล้ว ยังมีแต่จะทำให้รถเสียการทรงตัวได้ง่าย เนื่องจากน้ำหนักของรถและทิศทางของการเคลื่อนที่จากบนลงล่าง (ลงเขา) ส่งผลให้รถพุ่งด้วยความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ หากต้องการขับรถลงเขาอย่างปลอดภัย และถูกต้อง ให้ใช้วิธี “ถอนคันเร่ง และใช้เกียร์ต่ำ” จะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายกว่าเยอะ

        5. เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ เปลืองน้ำมันมากกว่า

        ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ได้รับความนิยมมากกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และในแต่ละรอบการจุดระเบิดก็ใช้น้ำมันน้อยกว่าจริง รวมถึงหัวฉีดน้ำมันที่มีขนาดเล็กกว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่รถประเภทนี้ จะชูโรงเรื่องความประหยัดที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่

        แต่ทฤษฎีนี้ใช่ว่าจะถูกทั้งหมดซะทีเดียว เพราะในบางกรณีรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ กลับมีศักยภาพเรื่องความประหยัดที่มากกว่า โดยเฉพาะในตอนที่ต้องเดินทางไกล ใช้ความเร็วอย่างต่อเนื่อง และในกรณีที่ต้องขับขี่ในเมือง ต้องเผชิญหน้ากับสภาพการจราจรที่ค่อนข้างติดขัด เครื่องยนต์ขนาดเล็กอาจไม่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้สักเท่าไหร่นัก

บทความ

5 ร. ท่องไว้ปลอดภัยชัวร์

         ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การจราจรในปัจจุบันนั้นหนาแน่น และเกิดอุบัติเหตุมากขึ้นทุกวัน โดยสาเหตุหลักมักมาจากการขับรถเร็วเกินกำหนด ตามมาด้วยเมาแล้วขับ และหลับใน ซึ่งบ่งบอกถึงการขาดจิตสำนึกด้านความปลอดภัย วันนี้จึงมีกฎที่เรียกว่า 5 ร. ท่องไว้ปลอดภัยชัวร์ ที่จะช่วยให้คุณขับรถได้อย่างปลอดภัยมาฝาก ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติที่ทางกองบังคับการตำรวจจราจรแนะนำให้ผู้ขับรถทุกท่านควรปฏิบัติตาม เพื่อให้การจราจรมีความคล่องตัว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

  1. รอบรู้เรื่อง “รถ”

         การที่จะเป็นนักขับที่ดีจะต้องรอบรู้เรื่องรถที่ขับขี่เป็นอย่างดี โดยหมั่นตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนออกเดินทางไกล ควรตรวจสอบอุปกรณ์สำคัญ ๆ ในรถ เช่น เครื่องยนต์ ห้ามล้อ ยาง น็อตบังคับล้อพวงมาลัย ที่ปัดน้ำฝน กระจกส่องหลัง ไฟ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นที่เราต้องควรตรวจเพราะเกิดเสียขึ้นมาระหว่างทางก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

  1. รอบรู้เรื่อง “เส้นทาง”

         เส้นทางแต่ละสายย่อมแตกต่างกัน โดยสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ถ้าเป็นเส้นทางที่ไม่เคยไป ควรศึกษาจากแผนที่ คู่มือการท่องเที่ยว ถามผู้รู้ หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง, ตำรวจท้องที่ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดจะต้องสังเกตและปฏิบัติตามป้ายและเครื่องหมายจราจรอย่างเคร่งครัด

  1. รอบรู้เรื่อง “วิธีขับรถ”

         การขับรถให้ปลอดภัยก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชำนาญในการขับรถด้วยเช่นกัน เนื่องจากการขับรถก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้อง รู้จักวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยฉับพลัน เช่น ถ้าเราขับมาด้วยความเร็วแล้วมีสุนัขวิ่งผ่านตัดหน้า เราจะต้องตัดสินใจทันทีว่าจะหักหลบหรือชนกับสุนัขตัวนั้น เป็นต้น

  1. รอบรู้เรื่อง “กฎจราจร”

         กฎจราจรมีไว้เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนประพฤติปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น จึงควรรู้กฎจราจรพื้นฐานต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง

  1. รอบรู้เรื่อง “มารยาทในการขับรถ”

         มารยาทในการขับรถเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องมีในการขับรถ การใช้รถใช้ถนนผู้ขับขี่ควรแสดงความอะลุ่มอล่วย เห็นใจและให้อภัยต่อความผิดพลาดของผู้อื่น หลีกเลี่ยงการแสดงมารยาทหรือสีหน้าที่ไม่สมควรออกมา

บทความ

เทคนิคการขับรถขึ้นเขา-ลงเขา อย่างปลอดภัย

           เทคนิคการขับรถขึ้นเขา-ลงเขา อย่างปลอดภัย

          ช่วงใกล้ๆเทศกาลปีใหม่แบบนี้ หลายๆ คนคงจะเริ่มวางแผนท่องเที่ยวสัมผัสอากาศเย็นสบายกันแล้ว จึงนำทคนิคการขับรถขึ้น-ลงเขา อย่างปลอดภัยมาฝากผู้ขับขี่ทุกท่าน เพื่อเตรียมความพร้อม เสริมความมั่นใจก่อนขับรถขึ้นเขา-ลงเขาไปเที่ยวในช่วงเทศกาลอันแสนสุขกัน

           1. ขึ้นเขา-ลงเขา ใช้เกียร์ต่ำ

เกียร์ธรรมดา: ใช้เกียร์ 1 หรือเกียร์ 2 หากรู้สึกว่าความเร็วของรถเริ่มตกขณะที่ขับขึ้นทางชัน ให้ลดเกียร์ลงมา 1 ระดับ เพื่อสามารถเร่งเครื่องยนต์และผ่านทางชันนั้นไปได้ จึงเปลี่ยนเข้าเกียร์ตามความเร็วปกติ

เกียร์ออโต้: ใช้เกียร์ D1, D2 หรือ L ขณะขึ้นเขา-ลงเขา เมื่อพ้นทางชันควรสลับมาที่เกียร์ D ไม่ควรลากเกียร์ต่ำเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักจนเครื่องดับกลางทางได้

           2. ขึ้นเขา แตะคันเร่งเบาๆ เร่งเครื่องให้สม่ำเสมอ เพื่อส่งกำลังให้รถขึ้นไปได้ ให้สังเกตรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2,000-3,500 รอบ ที่สำคัญอย่าลืม เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าประมาณ 30-50 เมตร เพื่อความปลอดภัย

           3. ลงเขา แตะเบรกเป็นระยะ อย่าเหยียบเบรกค้างไว้ เพราะจะทำให้ผ้าเบรกไหม้ และควรรักษาระดับความเร็วระหว่างลงเขาให้อยู่ที่ 40-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง

          4. ห้ามใส่เกียร์ว่าง (เกียร์ N) เป็นอันขาด!! รถจะไหลลงเขาด้วยความเร็วสูง เพราะไม่มีแรงฉุดจากเครื่องยนต์ช่วยควบคุมความเร็วรถ เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูง

          5. มองให้ไกล ประเมินเส้นทาง อย่าแซงทางโค้ง สังเกตป้ายจราจรริมทาง และใช้ความเร็วรถให้เหมาะสมกับเส้นทาง

          6. ให้สัญญาณเมื่อเข้าสู่ทางโค้ง ทางเลี้ยว หรือจุดอับสายตา พยายามบีบแตรหรือใช้สัญญาณไฟอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเตือนรถคันอื่นที่อาจสวนทางมา

          การขับรถขึ้นเขา-ลงเขาไม่ใช่เรื่องยาก หากขับจนคุ้นเคยแล้วก็จะง่ายขึ้น ผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าปกติ มีสติ ไม่ประมาท เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและเพื่อนร่วมทาง

บทความ

เทคนิคการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน

          หลายคนยังต้องเดินทางด้วยรถยนต์ทุกวัน จึงนำเทคนิคการขับรถให้ประหยัดน้ำมันแบบง่ายๆ นำไปปฏิบัติได้ทันที และยังเป็นการถนอมเครื่องยนต์ให้เสื่อมสภาพช้าลงมาฝากกัน

  1. ใช้ความเร็วคงที่ 80-90 กม./ชม. เนื่องจากช่วงความเร็วนี้ รถจะมีประสิทธิภาพการเผาผลาญเชื้อเพลิงได้ดีที่สุด จึงช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 20%
  2. ไม่เบิ้ล ไม่กระชาก ไม่ลากเครื่องยนต์ การเร่งเครื่อง เหยียบคันเร่งจนมิด น้ำมันจะถูกฉีดเข้าห้องเผาไหม้ตามน้ำหนักเท้าของเรา ยิ่งเหยียบหนัก ยิ่งสิ้นเปลืองน้ำมันมาก การค่อยๆ เหยียบคันเร่ง ขับรถให้นิ่มนวล ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ จะประหยัดน้ำมันทันทีโดยอัตโนมัติ
  3. ไม่เบรกกะทันหัน ทำให้รถต้องเปลี่ยนเกียร์เร็ว กระตุ้นให้เครื่องยนต์ทำงานหนักโดยไม่จำเป็น การเร่งความเร็วบ่อยครั้งและเบรกอย่างหนัก จะเพิ่มอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และลดประสิทธิภาพของเบรก หมั่นสังเกตสถานการณ์รอบข้างตลอดเวลา เมื่อมีสิ่งกีดขวางสามารถค่อยๆ ชะลอความเร็วได้ จะช่วยรักษาสภาพล้อยาง และผ้าเบรกให้สึกหรอน้อยลงได้
  4. เติมลมยางตามกำหนดที่คู่มือรถแนะนำ จะช่วยลดการเผาผลาญเชื้อเพลิง หากลมยางอ่อนเกินไป ทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนมาก หรือการที่ลมยางแข็งเกินไป การยึดเกาะถนนน้อยลง เครื่องยนต์ทำงานหนักโดยไม่จำเป็น จึงสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าปกติ

          ได้เทคนิคขับรถให้ประหยัดน้ำมันกันแล้ว อย่าลืมตรวจเช็กสภาพรถ วางแผนการเดินทาง ปฏิบัติตามกฎจราจร เพื่อการขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

error: Content is protected !!