เปรียบเทียบ PHEV แต่ละแบรนด์ มียี่ห้อไหน และมีทีเด็ดอะไรบ้างมาดูกัน บทความ

เปรียบเทียบ PHEV แต่ละแบรนด์ มียี่ห้อไหน และมีทีเด็ดอะไรบ้างมาดูกัน

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด Plug-in Hybrid (PHEV) หรือเรียกง่ายๆ ว่า รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ต้องการกังวลเรื่องสถานีชาร์จไม่ทั่วถึงและไม่เพียงพอ เนื่องจากรถ PHEV เป็นรถไฟฟ้าที่สามารถเติมน้ำมันได้เช่นกัน ในส่วนของระบบไฟฟ้าปัจจุบันแบตเตอรี่ได้พัฒนาจนทำให้รถ PHEV สามารถชาร์จไฟฟ้าและวิ่งได้ไกลเกือบจะเทียบเท่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) บางคันเลยทีเดียว

ทำความรู้จักรถยนต์ PHEV กันสักหน่อย

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือ รถยนต์ PHEV (ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle) คือ รถไฟฟ้าที่สามารถเติมน้ำมันได้ เป็นรถที่มีระบบการทำงานของเครื่องยนต์ 2 แบบ ได้แก่ พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง และพลังงานจากไฟฟ้า พร้อมกับสามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้ ซึ่งจะแตกต่างกับรถยนต์ไฮบริดที่ไม่สามารถชาร์จไฟได้นั่นเอง หรือหากใช้พลังงานจากไฟฟ้าหมดก็ยังสามารถขับต่อไปได้ด้วยการใช้พลังงานจากน้ำมัน

โดยจุดเด่นที่น่าสนใจของการใช้รถปลั๊กอินไฮบริด ที่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ไม่สามารถทำได้ คือรถ PHEV สามารถชาร์จไฟฟ้าที่บ้านได้และเติมน้ำมันที่ปั้มได้ด้วย หากเราใช้รถแค่เดินทางในระยะทางที่ไม่ไกลจากบ้านซึ่งเป็นระยะทางที่แบตเตอรี่สามารถครอบคลุมได้ จะทำให้การใช้รถในแต่ครั้งไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันอีกต่อไป แค่ใช้และนำรถกับมาชาร์จที่บ้าน ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายกับเชื้อเพลิงได้มาก แต่หากต้องการเดินทางไกล ซึ่งอาจไม่มีสถานีชาร์จครอบคลุม ก็สลับโหมดไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเติมได้ทั่วประเทศ และหากมีสถานีชาร์จก็สามารถเติมเพิ่มได้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายตามความสะดวก จะเห็นได้ว่าแตกต่างกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่หากขับไปในพื้นที่ห่างไกล และหาสถานชาร์จไม่ได้ก็อาจทำให้เราไม่สามารถไปต่อได้

สำหรับใครที่กำลังสนใจและอยากได้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไปใช้งาน หรือกำลังวางเผื่อซื้อในอนาคตอันใกล้นี้ เราได้รวบรวมรถที่น่าสนใจมาให้ดูกัน จะมีรุ่นไหน ยี่ห้ออะไร สเปคแบบไหน และรวมถึงราคาเท่าไรกันบ้างนั้น ไปติดตามได้เลย

 

MG HS PHEV

MG HS PHEV

Haval H6 PHEV

Haval H6 PHEV

Mitsubishi Outlander PHEV

Mitsubishi Outlander PHEV

การชาร์จไฟ

– รองรับเฉพาะไฟ AC

– MG Home Charger ชาร์จ ใช้เวลา ประมาณ 4 ชั่วโมง

– MG Charging Cable ใช้เวลา ประมาณ 5  ชั่วโมง

– รองรับการชาร์จไฟ AC และ ไฟ DC Fast Chager

– ชาร์จแบนปกติ ไฟ AC รองรับการชาร์จสูงสุด 6.6 kw 0-100% ประมาณ 6 ชั่วโมง

– Fast Chager ไฟ DC รองรับการชาร์จสูงสุด 60 kw 0-80% ประมาณ 35 นาที

– การชาร์จรูปแบบปกติ ให้กำลังไฟ 100% ในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง

– การชาร์จไฟแบบเร็ว ให้กำลังไฟ 80% ในเวลาประมาณ 25 นาทีด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO

– หรือจะชาร์จโดยวิธีการกดปุ่ม Save/Charge ภายในรถก็สามารถชาร์จไฟได้ในเวลาประมาณ 40-45 นาที ให้กำลังไฟเกือบเต็ม

(ยาว x กว้าง X สูง) 4,574 x 1,876 x 1,664 มม. 4,683 x 1,886 x 1,730 มม. 4,695 x 1,800 x 1,710 มม.
ระยะฐานล้อ 2,720 มม. 2,738 มม. 2,670 มม.
เครื่องยนต์ + มอเตอร์ไฟฟ้า 284 แรงม้า
แรงบิด 480 นิวตันเมตร
326 แรงม้า
แรงบิด 530 นิวตันเมตร
305 แรงม้า
แรงบิด 531 นิวตันเมตร
แบตเตอรี่ Lithium-ion
ขนาด 16.6 kWh
Lithium-Ternary (NMC)
ขนาด 34 kWh
Lithium-ion
ขนาด 13.8 kWh
ระยะทางวิ่ง EV Mode 67 กม./ซาร์จ
(มาตรฐาน NEDC)

201 กม./ซาร์จ
(มาตรฐาน NEDC)

55 กม./ซาร์จ
(มาตรฐาน NEDC)
ราคา

รุ่น D ราคา 1,299,000 บาท
รุ่น X ราคา 1,379,000 บาท

ราคาเดียว 1,699,000 บาท

2.4 GT 4WD 1,640,000 บาท
2.4 GT-PREMIUM 1,749,000 บาท

MG HS PHEV 

MG HS PHEV 

เอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี โฉมใหม่เปิดตัวในงาน Motor Show 2022 ครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด Refinement โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมรูปโฉมใหม่ที่ผสานความหรูหราทันสมัยและความสปอร์ตอย่างลงตัว มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องเบนซินเทอร์โบ และ ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid)

MG HS PHEV 2022 ถูกปรับโฉมใหม่ด้วยชุดกระจังหน้าแบบ 3 มิติ ขนาดใหญ่ ไฟหน้าทรงใหม่แบบ Quad LED Projector ขณะที่ด้านท้ายรถยังคงใช้ไฟท้ายแบบ Full LED ทรงเดิม ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับหลังคากระจก Panoramic, เบาะที่นั่งทรงสปอร์ต และระบบเครื่องเสียง Bose Sound System ด้านสมรรถนะใช้เครื่องยนต์เบนซิน แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า และใช้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้กำลังสูงสุดรวมกันทั้งระบบ 284 แรงม้า มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion แบบโมดูล ขนาดใหญ่ 16.6 kWh ทำให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (EV Mode) ได้ไกลถึง 67 กิโลเมตร รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

MG HS PHEV 2022 ราคาจำหน่าย 

Haval H6 PHEV 

Haval H6 PHEV 

ฮาวาล เอช6 พีเอชอีวี เป็นรถ SUV พลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กรุ่นใหม่ล่าสุดที่ทาง GWM พัฒนามาจาก HEV เดิม โดยยังคงวางพื้นฐานจาก GWM Lemon Platform ที่เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้รถ EV ทุกรุ่นของ GWM การออกแบบภายในสไตล์ Minimalist ที่เน้นความกว้างขวาง สะดวกสบาย และใส่ใจทุกรายละเอียดด้วยคอนโซลหน้าสีทูโทน พร้อมตกแต่งด้วยวัสดุสี Rose Gold, Silver, Piano Black, Chrome ให้ความโมเดิร์นในสไตล์ Futuristic และการเชื่อมต่อของหน้าจอทั้ง 3 ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและแม่นยำ

ด้านสมรรถนะใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง ให้กำลังรวมสูงสุด 326 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุดถึง 530 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติไฟฟ้าพร้อมเพลาขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์แบบ DHT ขับเคลื่อนล้อหน้า ระยะทางขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนของ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid สามารถทำได้สูงสุดถึง 201 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC

ราคาเดียว 1,699,000 บาท

Mitsubishi Outlander PHEV 

Mitsubishi Outlander PHEV 

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เป็นรถยนต์อเนกประสงค์แบบครอบครัว รูปลักษณ์ยังคงยึดตามแบบ Outlander รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน กระจังหน้าแบบ Dynamic Front Shield เส้นสายตัวรถดูมีมิติ ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนังและวัสดุสีเงิน หน้าจอมาตรวัดแบบดิจิทัล ระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ด้านขุมพลังใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังสูงสุดรวมกัน 305 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 13.8 kWh ที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 55 กิโลเมตร

ส่งกำลังผ่านโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมดอีวี (ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ) โหมด ไฮบริด (ขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่) และโหมดพาราเรล ไฮบริด (เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน) พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 52.6 กม./ลิตร หรือ 1.9 ลิตรต่อ 100 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

ราคาของ Mitsubishi Outlander PHEV

รุ่น GT ราคา 1,640,000 บาท
รุ่น GT-Premium 2WD ราคา 1,749,000 บาท

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่เราคัดมาให้ชมกัน มียี่ห้อไหน รุ่นใดถูกใจกันบ้างหรือเปล่า ทั้งนี้ จากกระแสความนิยมในรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าในอนาคตจะมีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ ๆ ออกมาวางจำหน่ายเพิ่มอีกแน่นอน

สนใจทดลองขับรถ GWM ได้ทุกรุ่น ติดต่อฝ่ายขาย : 099-310-8265
หรือกรอกฟอร์มทดลองขับ คลิกที่นี้ 

เตรียมตัวยังไงบ้าง? ก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Charger ที่บ้าน บทความ

เตรียมตัวยังไงบ้าง? ก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Charger ที่บ้าน

เตรียมตัวยังไงบ้าง? ก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Charger ที่บ้าน

โดยปกติเรามักคุ้นชินกับการขับรถไปเติมน้ำมันที่ปั้ม แต่เมื่อเรามีรถยนต์ไฟฟ้าไว้ในครอบครองหรือกำลังจะถอยรถไฟฟ้าสักคันมาไว้ใช้งาน จำเป็นต้องเตรียมที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้ที่บ้าน เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะกินเวลาหลายนาทีหรือนานหลายชั่วโมง เพื่อความสะดวกหลายคนอยากจะติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่บ้านไว้ชาร์จรถ EV ของตัวเอง ซึ่งอาจรู้สึกว่าการเตรียมบ้านเพื่อติดตั้งจุดชาร์จไฟเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากกว่า แต่เรื่องเหล่านี้เป็นการติดตั้งเพียงครั้งเดียวเพื่อการใช้งานระยะยาวและยั่งยืนกว่า ยิ่งในปัจจุบันราคาน้ำมันยิ่งสูงขึ้น รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐเองก็มีนโยบายสนับสนุนที่ทำให้คนอยากซื้อมากขึ้น ได้แก่ ลดภาษีนำเข้า ลดภาษีสรรพสามิต รวมถึงการคืนเงินให้กับผู้ซื้อรถ EV แล้วเราต้องเตรียมบ้านรองรับรถพลังงานไฟฟ้านี้อย่างไรบ้าง อาจเป็นคำถามที่รอคำตอบจากช่างไฟฟ้าอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าเราช่วยตระเตรียมบ้านและมีความรู้ช่วยเช็คความเหมาะสมได้ด้วย ย่อมดีกว่าแน่ๆ วันนี้ GWM กระบี่ เลยรวบรวมข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับขั้นตอนการติดตั้ง Home Charger ที่บ้านมาฝากกัน

เตรียมบ้านไว้ต้อนรับรถยนต์ไฟฟ้า

ก่อนทำการติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้ที่บ้าน ควรทำการเช็กปริมาณการใช้ไฟในบ้านร่วมกับเครื่องชาร์จไฟก่อนว่า ระบบไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่รองรับการใช้งานได้หรือไม่ โดยมีหลักสำคัญในการตรวจเช็ก คือ มิเตอร์ไฟฟ้า และระบบไฟฟ้าของบ้าน เราสามารถตรวจเช็กตามคำแนะนำในการติดตั้งเพื่อความปลอดภัยดังนี้

  1. ตรวจเช็กขนาดมิเตอร์ไฟ ถ้ามิเตอร์ไฟฟ้ามีขนาดเล็กกว่า 30 แอมป์ (30/100) เช่น 5 แอมป์ หรือ 15 แอมป์ ควรแจ้งเปลี่ยนมิเตอร์ไฟให้มีขนาดตั้งแต่ 30 แอมป์ขึ้นไป หรือถ้าเป็นมิเตอร์ 3 เฟส ก็ควรใช้ขนาด 15/45 เพื่อให้มิเตอร์มีขนาดเพียงพอสำหรับรองรับปริมาณการใช้ไฟในบ้านที่มากขึ้น แต่การพิจารณาว่าจะใช้ไฟฟ้า 1 เฟส หรือ 3 เฟส ก็ต้องพิจารณารุ่นของรถยนต์ไฟฟ้าและคุณสมบัติของเครื่องชาร์จที่จะนำมาติดตั้งควบคู่กันไปด้วย 
  2. ตรวจเช็กขนาดสายไฟเมน หลังจากเช็กมิเตอร์ไฟฟ้าแล้ว ก็ต่อด้วยการเช็กขนาดสายไฟเมน หรือขนาดสายไฟที่เชื่อมมายังตู้ควบคุม หากยังเป็นขนาด 16 มิลลิเมตร ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ขนาด 25 ตารางมิลลิเมตร (ตร.มม.) ซึ่งเป็นขนาดหน้าของสายหริอขนาดของสายทองแดงนั่นเอง รวมไปถึงเช็กตู้ Main Circuit Breaker (MCB) ควรใช้ตู้ที่สามารถรองรับกระแสไฟได้สูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์ด้วย 
  3. ตรวจเช็กตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB) โดยดูว่ามีช่องว่างสำหรับติดตั้ง Miniature Circuit Breaker หรือไม่ เพราะการติดตั้งที่ชาร์จรถ EV จะต้องแยกช่องจ่ายไฟออกไปต่างหาก และช่องว่างนั้นควรมีขนาดตามพิกัดที่สามารถรองรับกระแสไฟของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ด้วย ทั้งนี้ เวลาสร้างบ้านแล้วมีการติดตั้งตู้ประเภทนี้ควรมีช่องเหลือไว้ เช่น หากจำเป็นต้องใช้ 6 ช่อง ก็ควรเลือกตู้แบบ 10 ช่อง ให้มีเหลือไว้อีก 4 ช่อง เผื่อติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าภายหลัง ก็จะได้สามารถมาติดช่องเพิ่มได้ 
  4. ตรวจเช็กเครื่องตัดไฟรั่ว หรือ RDC เมื่อเกิดการใช้ไฟเกินพอดี เหตุไฟฟ้าลัดวงจร หรือเหตุการณ์ธรรมชาติอย่างฟ้าผ่า อาจนำมาซึ่งการเกิดไฟดูดแก่ผู้ใช้หรือเจ้าของบ้าน โดยเราจะรอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าบ้านเราติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่ว หรือ RCD (Residual Current Devices) เอาไว้มั้ย โดยเครื่องป้องกันไฟฟ้ารั่วตามมาตรฐานต้องมีพิกัดขนาดกระแสไฟฟ้ารั่วไม่เกิน 30 mA ต้องตัดไฟได้ภายในระยะเวลาเพียง 0.04 วินาที เมื่อมีไฟรั่วขนาด 5 เท่าของพิกัด (150 mA) แต่ถ้าตัวชาร์จรถยนต์ที่จะติดตั้งมีระบบตัดไฟอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องติดตั้ง RCD เพิ่ม
  5. ตรวจเช็กเต้ารับ เต้ารับที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV จะไม่เหมือนเต้ารับเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปในบ้าน การเสียบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าควรใช้แบบ 3 รู และใช้หลักดินแยกออกจากหลักดินของระบบไฟในบ้าน โดยสายต่อหลักดินรถ EV ควรเป็นสายหุ้มฉนวน มีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 ตารางมิลลิเมตร ส่วนหลักดินควรมีขนาด 16 มิลลิเมตร ยาว 2.4 เมตร ตามมาตรฐาน และการต่อสายดินกับหลักดินควรเชื่อมต่อด้วยความร้อน  
  6. ตรวจเช็กตำแหน่งก่อนติดตั้ง การติดตั้งจุดชาร์จไม่ใช่ว่าตั้งตรงไหนก็ได้ที่สายไฟไปถึง เนื่องจากมีระยะเหมาะสมของมันอยู่ 
    • ห่างได้ แต่ไม่ควรเกิน 5 เมตร จากจุดติดตั้งเครื่องชาร์จไปถึงจุดจอดรถไม่ควรเกิน 5 เมตร เนื่องจากสายชาร์จ EV Charger ทั่วไปมีความยาวไม่เกิน 7 เมตรเท่านั้น ลองนึกถึงการเติมน้ำมันแบบที่เราคุ้นเคยก็ได้ ถ้าระยะไกลไป สายก็ไปไม่ถึงตัวรถ หรือหากต้องใช้การดึงบ่อยเข้าก็คงไม่ดีกับสายชาร์จแน่ 
    • เดินไฟอย่าไกลตู้ เลือกพิกัดติดตั้งจุดชาร์จที่สามารถเดินสายไฟไปได้ไม่ไกลจากตู้ควบคุมไฟฟ้า นอกจากช่างจะทำงานสะดวก ประหยัดเวลาแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟด้วย
    • โปรดชาร์จใต้หลังคา ตำแหน่งที่ติดตั้งควรอยู่ในที่ร่ม สามารถป้องกันแดด ป้องกันฝนได้ เพราะถึง EV Charger จะมีระบบกันน้ำในตัว แต่คงไม่เหมาะกับการตากแดดตากฝนทั้งวันทั้งคืน ยังไงก็ควรถนอมไว้ให้ดีเพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้นด้วย

ทั้งนี้ การเพิ่มขนาดมิเตอร์จะต้องมีการปรับปรุงสายไฟฟ้าภายในบ้านใหม่ รวมปรับเปลี่ยนตู้ Consumer Unit และเมนเบรกเกอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพื่อลดภาระดังกล่าว และเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ทาง กฟน. และ กฟภ. จึงมีรูปแบบทางเลือกในการติดตั้ง EV Charger เพิ่มเติม ดังนี้

  • กฟน. อนุโลมให้ผู้ใช้ไฟฟ้า สามารถขอติดตั้ง EV Charger เพิ่มจากโหลดการใช้ไฟฟ้าเดิม โดยการติดตั้งสายเมนวงจรที่สองสำหรับ EV Charger โดยเฉพาะได้ โดยจะต้องเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ให้เหมาะสม ทั้งนี้กำลังไฟในการใช้งานรวมทั้งหมดจะต้องไม่เกินขนาดที่มิเตอร์รองรับ
  • กฟภ. อนุญาตให้ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าลูกที่สอง สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะได้ โดยการเดินสายเมนที่สองจากมิเตอร์ลูกใหม่ไปถึงจุดติดตั้งโดยตรง โดยมิเตอร์ลูกที่สองไม่จำเป็นต้องมีขนาดและประเภทเดียวกันกับมิเตอร์ไฟฟ้าลูกแรก

สำหรับท่านใดที่มีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้วหรือกำลังจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ และอยากจะมีเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้ใช้ที่บ้านเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเติมพลังงานแล้วละก็ อย่าลืมทำการเช็กลิสต์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นให้ครบ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนและทรัพย์สินในบ้าน

สนใจทดลองขับรถ GWM ได้ทุกรุ่น ติดต่อฝ่ายขาย : 099-310-8265
หรือกรอกฟอร์มทดลองขับ คลิกที่นี้ 

PHEV รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ มันเป็นอย่างไร มาดูกัน บทความ

PHEV รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ มันเป็นอย่างไร มาดูกัน

PHEV รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ มันเป็นอย่างไร มาดูกัน

แม้ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า 100% จะเป็นยานพาหนะที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสถานการณ์ของราคาน้ำมันที่ขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีรถยนต์พลังงานทางเลือกที่น่าสนใจ และให้ความประหยัดได้มากเช่นกันก็คือ รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ หรือที่เรียกว่ารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) ซึ่งเป็นรถที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากรถยนต์แบบไฮบริด

ทำความรู้จักกับรถยนต์ PHEV

รถยนต์ PHEV คือ รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ หรือชื่ออย่างเป็นทางการ รถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle,PHEV ) เป็นรถที่มีระบบการทำงานของเครื่องยนต์ 2 แบบ ได้แก่ พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง และพลังงานจากไฟฟ้า พร้อมกับสามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้ ซึ่งจะแตกต่างกับรถยนต์ไฮบริดที่ไม่สามารถชาร์จไฟได้นั่นเอง หรือหากใช้พลังงานจากไฟฟ้าหมดก็ยังสามารถขับต่อไปได้ด้วยการใช้พลังงานจากน้ำมัน

โดยหลักการทำงานง่ายๆ ของรถยนต์ PHEV คือ เครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกัน และจากการที่มีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟได้นั้น ทำให้ตัวรถมีการเพิ่มโหมด EV เข้ามา ซึ่งจะวิ่งด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ด้วย แต่ก็มีระยะทางไม่เยอะ 30-50 กิโลเมตรเท่านั้น และเมื่อกระแสไฟฟ้าหมด เครื่องยนต์ก็จะเข้ามารับหน้าที่ในการขับเคลื่อนแทน

ความแตกแต่างระหว่างรถไฮบริด (HEV) รถปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) และรถไฟฟ้า(BEV) 100%

รถทั้ง 3 ประเภทจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยว ซึ่งรถไฮบริดนั้นจะเป็นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ แต่ไม่สามารถชาร์จไฟได้ ต่างจากรถปลั๊กอินไฮบริดที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากรถไฮบริด โดยรถ PHEV เป็นรถยนต์ที่มีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เหมือนรถยนต์ไฮบริด แต่ รถ PHEV สามารถเลือกระบบขับเคลื่อนได้ว่าต้องการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าผสานเครื่องยนต์ (ไฮบริด) หรือใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ก็จะมีการทำงานที่เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าเลย และสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากแบตเตอรี่หมดและไม่สามารถหาที่ชาร์จไฟได้ สามารถเลือกระบบขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดเพื่อเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของรถไฟฟ้า 100% จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังให้รถยนต์เคลื่อนที่ โดยเป็นพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เท่านั้น ไม่มีเครื่องยนต์น้ำมันเกี่ยวข้อง ดังนั้นระยะการขับจะขึ้นอยู่กับการออกแบบ, ขนาด และประเภทของแบตเตอรี่ รวมทั้งน้ำหนักบรรทุก

มาดูข้อดีของรถปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้

  1. ประหยัดค่าน้ำมันได้เยอะแน่นอน รถปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 30-60% เพราะมีการใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาทดแทน จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก
  2. ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วย สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ รถปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) สามารถขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าได้ 100% จึงทำให้สามารถขับขี่ได้ไกลโดยไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน
  3. รักษ์โลก ลดการปล่อยมลพิษได้เยอะ การใช้งาน 2 ระบบของรถปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) จะช่วยลดการปล่อยมลพิษในอากาศ ช่วยรักษ์โลก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ระบบพลังงานไฟฟ้า
  4. ขับเคลื่อนได้ดี เดินทางไกลได้ไม่ติดขัด ด้วยการใช้งานแบบ 2 ระบบ ทำให้ขับขี่ได้ไกลยิ่งขึ้น สมรรถนะในการขับขี่ดี สามารถเลือกขับได้ทั้งระบบไฟฟ้า และ ไฮบริดทั่วไป
  5. สามารถเติมพลังงานไฟฟ้าได้ โดยสามารถชาร์จระบบไฟฟ้าได้เหมือนรถไฟฟ้า 100% สามารถชาร์จได้ง่าย ๆ ที่จุดชาร์จที่ให้บริการ หรือชาร์จกับปลั๊กไฟที่บ้านก็ได้เช่นกัน

มาดูข้อเสียของรถปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) กันบ้าง

  1. ราคาที่สูงขึ้น รถปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) จะมีราคาที่สูงกว่ารถไฮบริดทั่วไป เนื่องจากเป็นรถที่มี 2 ระบบ สามารถใช้ได้ทั้งระบบน้ำมัน และระบบไฟฟ้า
  2. ปัญหาการชาร์จไฟ บางคนอาจพบเจอกับปัญหาสถานีชาร์จไฟฟ้าไม่ทั่วถึง แม้ในปัจจุบันจะมีสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถไฟฟ้า และกึ่งไฟฟ้าแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รองรับทุกพื้นที่อยากทั่วถึง อาจทำให้ไม่สะดวกในการใช้งานระบบไฟฟ้าในบางพื้นที่
  3. ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอาจสูงขึ้น เนื่องจากเป็นรถ 2 ระบบ จึงอาจมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่สูงขึ้นกว่ารถไฮบริดทั่วไป ทั้งค่าไฟบ้าน ค่าซ่อมบำรุงกรณีเกิดเสีย หรือขัดข้อง จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รถ PHEV หรือรถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการขับขี่บนท้องถนน ทั้งช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันนี้ รถ PHEV ในไทยก็มีให้เลือกกันหลากหลายรุ่น ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

สำหรับใครที่สนใจรถ PHEV รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ ของแบรนด์ GWM สามารถทดลองขับรถ HAVAL H6 PHEV ได้แล้วที่ โชว์รูม GWM กระบี่ เราพร้อมดูแลและให้บริการท่าน.

 

 

HAVAL H6 PHEV

 

สนใจทดลองขับรถ GWM ได้ทุกรุ่น ติดต่อฝ่ายขาย : 099-310-8265
หรือกรอกฟอร์มทดลองขับ คลิกที่นี้ 

รถไฮบริด รถปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ต่างกันอย่างไร รถแบบไหนเหมาะกับคุณ บทความ

รถไฮบริด รถปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ต่างกันอย่างไร รถแบบไหนเหมาะกับคุณ

รถไฮบริด รถปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ต่างกันอย่างไร รถแบบไหนเหมาะกับคุณ

ในปัจจุบันโลกของอุตสาหกรรมรถยนต์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายเมื่อเทียบกับยุคก่อน ที่เรารู้แค่ว่ารถยนต์ต้องเติมน้ำมัน แต่ในปัจจุบันมีพลังงานทางเลือกอีกมากมายเนื่องจากน้ำมันเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ซึ่งพลังงานทางเลือกที่เรียกว่าเป็นที่นิยมในปัจจุบันก็คงจะเป็นพลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าก็ยังคงมีอีกหลายประเภทเช่นกัน อย่างเช่นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยให้เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันทำงานน้อยลง โดยวันนี้ทาง GWM Krabi จะพามาทำความเข้าใจรถประเภทต่างๆ ทั้งรถไฮบริด รถปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ที่หลายๆ คนคงสงสัยว่าแล้วมันต่างกันยังไง

jolion h6 HEV

HAVAL JOLION HEV และ HAVAL H6 HEV

รถยนต์ไฮบริด Hybrid electric vehicle (HEV) คืออะไร ทำงานอย่างไร

รถยนต์ไฮบริด Hybrid electric vehicle (HEV) คือรถยนต์ที่ใช้ขุมพลัง 2 ระบบ คือเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าจ่ายไฟโดยแบตเตอรี่ เพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งรถไฮบริดจะไม่สามารถชาร์จไฟจากแหล่งจ่ายไฟภายนอกได้ แต่จะอาศัยการชาร์จไฟจากการเบรกรวมถึงการชะลอความเร็ว (Self-Charging) 

การทำงานของรถยนต์ไฮบริด เป็นการผสมผสานกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน และระบบจะเลือกทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์เองโดยอัตโนมัติ เพื่อให้เกิดการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีข้อดีที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อคนและโลก คือ Zero Emission หรือก็คือรถยนต์ที่ปราศจากการปล่อยมลพิษ

โดยกระบวนการทำงานนั้นขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ หรือออกตัว มอเตอร์ไฟฟ้าจะเป็นกำลังหลัก โดยการส่งพลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน ซึ่งจะช่วยประหยัดเชื้อเพลิงอย่างมาก และเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ ทั้งระบบเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้า จะทำงานร่วมกันในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่จำเป็น นอกจากนั้นพลังงานส่วนเกิน เช่น เมื่อขณะชะลอความเร็วรถ ยังถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าส่งกลับไปสะสมในแบตเตอรี่ เป็นเหตุผลให้รถยนต์ไฮบริดไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟจากภายนอก

ขณะเร่งเครื่องยนต์เพื่อแซงหรือทำความเร็ว มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนเครื่องยนต์แบบเต็มกำลัง เพื่อส่งอัตราเร่งให้สูงสุดในพริบตา ลดปัญหาการรอรอบ หรือการเร่งไม่ขึ้น และยังทำให้ลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้อีกทางหนึ่ง

HAVAL H6 PHEV

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) คืออะไร ทำงานอย่างไร

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) คือ รถที่สามารถชาร์จไฟจากแหล่งจ่ายไฟภายนอกได้ และสามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางไกลกว่ารถไฮบริด กระบวนการทำงานก็คล้ายๆ กับรถไฮบริด แต่จะต่างกันตรงที่รถปลั๊กอินไฮบริดนั้นสามารถชาร์จไฟจากแหล่งจ่ายไฟภายนอกได้ และจะมีแบตเตอรี่ขนาดที่ใหญ่กว่า ให้กำลังสูงกว่า และวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางไกลกว่ารถไฮบริดมาก

PHEV สามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ก็คือ รถยนต์ลูกผสมที่มีทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า หลายคนอาจคิดว่านี่คือรถ Hybrid แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันอยู่ระหว่าง PHEV และรถยนต์ Hybrid เล็กน้อย โดยรถยนต์ Hybrid ใช้กำลังเครื่องยนต์เป็นหลัก และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการออกตัว รวมไปถึงช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ และแหล่งพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่ขนาดเล็ก เมื่อทำการเบรกระบบจะชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ ขณะที่ PHEV เป็นรถยนต์ที่มีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เหมือนรถยนต์ Hybrid แต่ PHEV สามารถเลือกระบบขับเคลื่อนได้ว่าต้องการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าผสานเครื่องยนต์ (ไฮบริด) หรือใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ก็จะมีการทำงานที่เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าเลย และสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากแบตเตอรี่หมดและไม่สามารถหาที่ชาร์จไฟได้ สามารถเลือกระบบขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดเพื่อเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งในรถยนต์ HAVAL H6 PHEV สามารถใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ได้ไกลสุดถึง 201 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มเพียง 1 ครั้ง และเมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 326 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุดถึง 530 นิวตันเมตร รองรับการขับขี่ที่หลากหลาย พร้อมโหมดการขับขี่สูงสุดถึง 8 โหมด จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับน้ำมันสูงสุด E20 โดยมีแบตเตอรี่ขนาด 34.6 kWh พร้อมระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ Plug-in Hybrid วิ่งด้วย EV Mode ไฟฟ้าล้วน ระยะทางสูงสุด 201 km. (มาตรฐาน NEDC)

ที่น่าสนใจคือระบบชาร์จไฟ CCS Type 2 combo (Combined Charging System) รองรับการชาร์จแบบการชาร์จแบบธรรมดาด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC (0% – 100%) ประมาณ 6 ชั่วโมง ส่วนการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC ของ H6 PHEV คันนี้ อยู่ที่ (0% – 80%) ใช้เวลาประมาณ 35 นาที

ORA Good Cat GT

ORA Good Cat GT รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% Electric vehicle (EV) คืออะไร ทำงานอย่างไร

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% Electric vehicle (EV) คือ รถที่ใช้พลังงาน และชาร์จเพิ่มด้วย ไฟฟ้าอย่างเดียว รถ EV เป็นรถที่ใช้ไฟฟ้าเติมพลังงานเท่านั้น ซึ่งเข้าสู่ตัวรถผ่านสายเคเบิ้ล และไม่ต้องใช้น้ำมันหรือดีเซล ไฟฟ้าถูกเก็บในแบตเตอรีก่อนถูกใช้งานโดยมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนรถ ซึ่งจะแตกต่างจากรถไฮบริด ที่มีส่วนประกอบไฟฟ้าในระบบส่งกำลังผสานกับเครื่องยนต์น้ำมัน โดยรถในลักษณะนี้ไม่ใช่รถ EV เพราะประเด็นนี้สร้างความสับสนในช่วงที่ผ่านมา จากที่ผู้ผลิตบางราย (และแน่นอนว่านักวิจารณ์ด้วย) ได้เรียกอย่างผิดๆ ว่ารถไฮบริดเป็น รถ EV

ในปัจจุบันรถ EV กำลังถูกมองว่าเป็นเทรนด์รถที่กำลังจะเข้าทดแทนรถที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมัน ซึ่งจังหวะนี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจากเครื่องยนต์น้ำมัน ไปสู่รถใช้พลังงานไฟฟ้า 100% จะเห็นได้ว่าระหว่างนี้ก็จะมีรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดเข้ามาคั่นในช่วงนี้ เพื่อให้รอยต่อของการเปลี่ยนแปลงไม่กระทันหันจนเกินไป เนื่องจากรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ยังคงใช้เครื่องยนต์น้ำมันผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่

โดยประโยชน์ของรถ EV ก็สำคัญมาก เมื่อเทียบกับรถใช้น้ำมันกับดีเซลธรรมดา เช่นเดียวกับรถไฮบริดที่ค่อยๆ เป็นที่นิยม รถ EV ไม่มีควันพิษจากท่อไอเสีย ซึ่งหมายถึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในละแวกนั้นน้อยกว่า รถยนต์ไฟฟ้าทำงานอย่างเงียบมากแล้วขับง่ายสุดๆ กับกำลังที่มากพอสมควรในความเร็วต่ำ ที่สำคัญที่สุด รถเหล่านั้นชาร์จแบตที่บ้านได้ คุณสามารถ “เติมพลัง” รถ EV ด้วยปลั๊กสามตาในทุกที่ที่มีเต้ารับ ซึ่งแทบจะมีทุกที่ ขณะที่ผู้ใช้รถเลือกติดตั้งปลั๊กที่ช่ำชองกว่าเพื่อการชาร์จแบตที่เร็วขึ้น เป็นไปได้ที่สุดในการใช้การปรับแต่งเดิมกับตัวรถหรือในโรงรถ Faster chargers อย่างที่พบได้ตามลานจอดรถและปั๊มน้ำมัน ก็มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ รถ EV เช่นกัน

ในส่วนของ GWM เองก็มีรถยนต์ไฟฟ้า 100% วางจำหน่ายอยู่ด้วยเช่นกัน คือ Ora Good Cat โดยเจ้าเหมียว มาด้วยขุมพลังไฟฟ้า 100% ซึ่งประกอบไปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร จับคู่กับระบบส่งกำลังไฟฟ้า จำกัดความเร็วไว้สูงสุดที่ 150 กม./ชม. ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์ ORA-Goddess Easy Drive ซึ่งมีให้เลือกแบตเตอรี่แบบ CTP ความจุ 47.8 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 401 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และแบตเตอรี่แบบ CTP ความจุ 59.1 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 501 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งสามารถชาร์จได้กว่า 80% (จากแบตเตอรี่คงเหลือ 30%) ภายในเวลาเพียง 30 นาทีตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) ของยุโรป

สนใจทดลองขับรถ GWM ได้ทุกรุ่น ติดต่อฝ่ายขาย : 099-310-8265
หรือกรอกฟอร์มทดลองขับ คลิกที่นี้ 

บทความ

ทำความรู้จัก ORA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า 100% เทคโนโลยีจัดเต็มของ GWM

ORA คือแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า 100% ของ GWM ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันชาญฉลาดและล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น 

โดยแบรนด์ ORA ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2561 นับเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle : BEV) แบรนด์แรกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ ORA ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากทีมงานนักวิจัย นักพัฒนา และนักออกแบบคุณภาพและเปี่ยมไปด้วยความเชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเยอรมนี ออสเตรีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ 

ที่มาของแบรนด์ ORA โดยชื่อแบรนด์ ORA (อ่าน โอร่า) มาจากการออกเสียงคล้ายเสียง Euler ซึ่งเป็นนามสกุลของ Leonhard Euler นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ชื่อดังของโลกที่เปี่ยมไปด้วยความอัจฉริยะและมีผลงานที่ช่วยต่อยอดสู่นวัตกรรมต่างๆ มากที่สุดคนหนึ่งในโลก สะท้อนถึงรถยนต์จากแบรนด์ ORA ที่เป็นยานยนต์พลังงานใหม่ ที่เปี่ยมไปด้วยความล้ำสมัยและเทคโนโลยีอันชาญฉลาด ส่วนโลโก้ของ ORA ได้ถูกออกแบบเป็นวงกลมซ้อนอยู่ในวงรี มีที่มาจากเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) แสดงถึงความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่ง ที่พร้อมจะสร้างความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ ให้ทุกคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกของยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต และพบกับความตื่นเต้นที่ไม่รู้จบไปด้วยกัน

 

ORA Black Cat

หลังจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศเปิดตัวแบรนด์ ORA ก็ได้เริ่มปล่อยรถรุ่นแรกเพื่อรุกตลาดจีนด้วยการเปิดตัว ORA Black Cat ในปลายปีเดียวกัน ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ได้รับการตอบรับจากตลาดรถยนต์เป็นอย่างดีในด้านดีไซน์ที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับคุณภาพของรถยนต์ที่มีความเสถียรและให้การขับขี่เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม ORA Black Cat สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างหลากหลาย และสามารถวิ่งได้ถึง 405 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ ส่งผลให้ ORA Black Cat กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกรุ่นหนึ่งในประเทศจีน และสามารถกวาดยอดขายรวมเกินกว่า 100,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี

ต่อมาในช่วงกลางปี พ.ศ. 2563 แบรนด์ ORA ได้เพิ่มความหลากหลายให้กับไลน์ผลิตภัณฑ์ด้วยการเปิดตัว ORA White Cat รถยนต์ไฟฟ้า 5 ประตู เป็นรถยนต์อัจฉริยะ (Smart Car) ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Smart Home ได้เป็นอย่างดี และโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่เน้นการออกแบบให้มีความล้ำสมัยมากขึ้น แข็งแกร่งด้วยโครงสร้างเหล็กแบบ High Tensile Steel และขับเคลื่อนได้มากกว่า 400 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ นั่งสบายด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่มีความปลอดภัยสูง

ORA ยังคงมุ่งมั่นต่อเนื่อง เดินหน้าสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยการเผยโฉม ORA Good Cat เป็นครั้งแรกในงาน เฉิงตู มอเตอร์โชว์ เมื่อกลางปี พ.ศ. 2563 ในประเทศจีน และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2563 โดย ORA Good Cat จัดเต็มไปด้วยเทคโนโลยี พร้อมกับความโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์โค้งมนในสไตล์ Retro Futuristic แสดงให้เห็นถึงการดีไซน์แบบคลาสสิคที่สามารถผสานเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ล่าสุดได้อย่างน่าทึ่ง นอกจานี้ ORA Good Cat ยังได้รับการพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม GWM LEMON แพลตฟอร์มโมดูล่าอัจฉริยะที่มีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะและความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่ง ORA Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ไม่เพียงแต่มีรูปโฉมที่สวยงาม แต่ยังอัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่

ORA Good Cat 

เปิดจำหน่าย ORA Good Cat ในไทย

ORA Good Cat ได้เริ่มเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2564 โดยมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อย พร้อมแบตเตอรี่ขับขี่ได้ไกล 400 – 500 กม. ประกอบด้วย 400 TECH, 400 PRO และ 500 ULTRA ตัวถังของ ORA Good Cat ในไทยมีให้เลือกทั้งหมด 7 สี โดยมี สีขาว Hamilton White, สีดำ Sun Black, สีฟ้า Coral Blue, สีแดง Mars Red / Black Roof, สีขาว Hamilton White / Black Roof, สีน้ำตาล Hazel Wood Beige / Wisdom Brown และสีเขียว Verdant Green / Hamilton White

ORA Good Cat GT

หลังจากปล่อย ORA Good Cat ไปเมื่อปลายปี 64 ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และเป็นที่พูดถึงกันอย่างรวดเร็ว ต่อมาช่วงกลางปี 65 เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ได้ทำการเปิดตัว ORA Good Cat GT รถยนต์ไฟฟ้า 100% ดีไซน์สปอร์ตเพิ่มเข้ามา ภายใต้แนวคิด “Next Level of the Future” ซึ่งถือเป็นรุ่นย่อยพิเศษที่เหนือชั้นไปอีกระดับของ ORA Good Cat ที่ผสมผสานความดุดันและความสง่างามได้อย่างลงตัว โดยการเปิดตัว ORA Good Cat GT ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวในตลาดต่างประเทศนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก พร้อมประกาศราคาที่ 1,549,000 บาท โดยราคาหลังหักส่วนลดและสิทธิประโยชน์จากทางภาครัฐจะอยู่ที่ 1,286,000 บาท เปิดให้จองเป็นเจ้าของ 500 คันแรกในวันที่ 29 มิถุนายน 2565 ตั้งแต่เวลา 20.00 น. จนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2565 เวลา 23.59 น. เตรียมส่งมอบรถล็อตแรกในเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป จัดเต็มแคมเปญ ORA Good Cat GT PREMIERE DEAL อัดแน่นด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย รวมมูลค่ากว่า 131,000 บาท

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมส่งเสริมระบบนิเวศในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยด้วยการสร้างระบบการชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมและบูรณาการยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานีชาร์จของเราเพิ่มเติมทั้ง G-charge Supercharging Station, Partner Station และ Destination Charging Station และแผนที่การชาร์จใน GWM App ก็ถูกเชื่อมต่อกับสถานีชาร์จกว่า 500 สถานีของหน่วยงานด้านพลังงานทั้งสามแห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นที่เรียบร้อย ทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถหาสถานีชาร์จได้ไม่ยากอย่างแน่นอน

อนาคตของโลกยานยนต์ไฟฟ้า 100% ไม่ได้เป็นเพียงกระแส หรือของเล่นสำหรับผู้มีกำลังซื้อ เพราะ รถยนต์ไฟฟ้า 100% กำลังจะกลายเป็นยุคใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ และสร้างการเติบโตได้ในอนาคต

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company)  พร้อมแล้วที่จะสร้างวิวัฒนาการใหม่ให้กับประเทศไทย ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้ม ที่มาพร้อมประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับให้แก่ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

สีตัวถังภายนอก ORA Good Cat

สีฟ้า Coral Blue (รุ่น Ultra / Pro)
สีดำ Sun Black (รุ่น Ultra / Pro / Tech)
สีขาว Hamilton White (รุ่น Ultra / Pro / Tech)
สีน้ำตาล Hazel Wood Beige / Wisdom Brown (รุ่น Ultra)
สีแดง Mars Red / Black Roof (รุ่น Ultra / Pro)
สีขาว Hamilton White / Black Roof (รุ่น Ultra / Pro)
สีเขียว Verdant Green / Hamilton White (รุ่น Ultra)

ดูข้อมูลเพิ่มเติม ORA Good Cat

สนใจทดลองขับรถ GWM ได้ทุกรุ่น ติดต่อฝ่ายขาย : 099-310-8265
หรือกรอกฟอร์มทดลองขับ คลิกที่นี้ 

บทความ

จองก่อนฉลาดกว่า Haval H6 PHEV คุ้มยังไงไปดูกัน

GWM Thailand จะเปิดรับจองสิทธิ์เพื่อซื้อ Haval H6 PHEV 2023 ใหม่ ในระหว่างวันที่ 17 กันยายน 2565 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2565 เวลา 18.00 น. โดยจะได้รับแคมเปญ ULTRA DEAL รวมมูลค่า 300,000 บาท

จองสิทธิ์ไม่ต้องจ่ายเงินมัดจำ พร้อมได้สิทธิ์มากมาย จองก่อนฉลาดกว่าจริงๆ

  • พิเศษสุด ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน (เมื่อดาวน์ 25%)
  • พิเศษสุด สำหรับผู้ที่จองสิทธิ์ในช่วงเวลาที่กำหนดและทำการชำระเงินจองสำเร็จภายใน 24 ชั่วโมงหลังการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 300 คนแรก จะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมในการซื้อรถยนต์ Haval H6 PHEV มูลค่า 50,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์พิเศษอีกมากมายตามรายละเอียดด้านล่าง

  1. ฟรี ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 30,000 บาท
  2. ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมการติดตั้งในระยะสายไฟยาวไม่เกิน 20 เมตร (จากตู้เมน) จำนวน 1 ครั้ง (ไม่รวมค่าแท่นชาร์จ) มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
  3. ฟรี แพ็คเกจค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM Ultra Service Inclusive: GUSI) สูงสุด 10 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมอะไหล่สิ้นเปลือง รวมมูลค่า 75,000 บาท
  4. ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) เป็นเวลา 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท
  5. ฟรี สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับ (Pickup Service) หรือบริการส่งรถยนต์ (Delivery Service) เพื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง หรือบริการบำรุงรักษาตามระยะทางนอกสถานที่ (GWM mobile service) จำนวน 2 ครั้ง รวมมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาท
  6. ฟรี น้ำมันรถยนต์ มูลค่าสูงสุด 2,000 บาท
  7. ฟรี กรอบป้ายทะเบียนและพรม GWM มูลค่ารวม 1,640 บาท
  8. ฟรี คะแนน GWM Point เพื่อใช้แลกสินค้าและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ใน GWM Application จำนวน 15,000 คะแนน

สนใจอยากลอง จองก่อนฉลาดกว่า ลงทะเบียนได้เลย

บทความ

ทำความรู้จัก HAVAL หนึ่งในแบรนด์รถยนต์ของ GWM ที่โดดเด่นทางด้านรถไฮบริดเอสยูวี

HAVAL (ฮาวาล) คือ แบรนด์รถยนต์ SUV ภายใต้กลุ่มยานยนต์ Great Wall Motor (เกรท วอลล์ มอเตอร์) ที่มุ่งเน้นพัฒนารถ SUV ที่มีคุณภาพ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตรถเอสยูวี และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีนเป็นเวลา 6 ปีต่อเนื่องและยังเป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายรถเอสยูวีรายใหญ่ที่สุดของโลกและหลากหลายรุ่น อาทิ  Haval H1 (ฮาวาล เอช1) Haval H2 (ฮาวาล เอช2) Haval H6 (ฮาวาล เอช6) เป็นต้น นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 HAVAL ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่มีคุณภาพที่ดีแต่ยังต้องมีดีไซน์และความประณีตสวยงามอีกด้วย 

โดยความสำเร็จของ HAVAL นั้นเรียกว่าไม่ธรรมดาเพราะสามารถทำยอดขายสะสมทั่วโลกได้มากกว่า 6.5 ล้านคัน ครองแชมป์ยอดขายรถเอสยูวีอันดับ 1 ในประเทศจีน ด้วยชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญในการผลิตรถเอสยูวีทำให้รถยนต์ของ Haval ทุกรุ่นได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าจำนวนมาก พร้อมกับประสบความสำเร็จในด้านยอดขายจนก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์เอสยูวีรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีนหลายปีติดต่อกัน โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา Haval ขายรถยนต์ทั้งในจีนและทั่วโลกไปทั้งหมดกว่า 750,000 คัน คิดเป็นเกือบ 70% ของจำนวนรถที่ขายได้ทั้งหมดของ Great Wall Motor และแน่นอนว่าความสำเร็จต่างๆ ของ Haval ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแต่เกิดจากความเชี่ยวชาญที่สะสมมาอย่างยาวนาน เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลก นี่จึงเป็นเครื่องการันตีได้ว่าเอสยูวีรุ่นนี้ดีจริง และเป็นรถที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก

แบรนด์ GWM ได้เริ่มทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปี 2564 พร้อมกับแนะนำรถใหม่ 2 รุ่น นำโดยรถเอสยูวี HAVAL H6 และรถยนต์ไฟฟ้า ORA GOOD CAT ก่อนจะเปิดราคาจำหน่าย HAVAL H6 อย่างเป็นทางการในช่วงปล่ายเดือนมิถุนายน 2564 ต่อมาทั้ง 2 รุ่นก็เป็นกระแสที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่องจากการที่ลูกค้าชาวไทยที่ให้ความสนใจและให้การตอบรับที่ดีมาก โดยรถ HAVAL H6 เป็นรถที่มีดีไซน์ทันสมัย สมรรถนะดีเยี่ยม ความปลอดภันในการขับขี่แบบครบครัน อุปกรณ์และเทคโนโลยีล้ำสมัย และสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างคือ “ราคา” ที่หลายคนรู้สึกได้ถึงความคุ้มค่ากว่าคู่แข่งหลายๆ รุ่น ทั้งหมดกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้ HAVAL H6 ชนะใจผู้ใช้รถหลายคน ส่งผลถึงความนิยมที่พุ่งทะลุเพดานและขายดีมากๆ ในปัจจุบัน หลังจากเปิดตัว HAVAL H6 ได้ไม่นาน GWM ก็ส่งรถอเนกประสงค์อีกหนึ่งรุ่นออกมา ใช้ชื่อว่า HAVAL Jolion ซึ่งเป็นรถ SUV ที่มีขนาดเล็กกว่าพี่ใหญ่อย่าง Haval H6 เล็กน้อย โดยเจ้า HAVAL Jolion มีความล้ำสมัยทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกันยายน 2565 ที่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ เฉลิมฉลองรถยนต์คันที่ 10,000 จากสายการผลิตในไทย เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศสู่ศูนย์กลางของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอาเซียนเต็มรูปแบบ 
 
โดย GWM ประกาศความสำเร็จในปีที่สองของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ฉลองการผลิตรถยนต์คันที่ 10,000 จากโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ที่จังหวัดระยอง โดยรถยนต์คันที่ 10,000 คือ เจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น ULTRA ที่มาพร้อมนวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยและสมรรถนะโดดเด่น พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์การขับขี่หลากหลายรูปแบบ ตอกย้ำกระแสความร้อนแรงของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ที่พร้อมเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของการใช้และการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายภาครัฐและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

HAVAL มีรถรุ่นไหนบ้างในไทย

ในประเทศไทย HAVAL ได้เปิดจำหน่ายรถด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ HAVAL H6 และ HAVAL Jolion เรามาดูรายละเอียดเบื้องต้นของรถทั้ง 2 รุ่นว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และคันไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

HAVAL H6

รถยนต์ SUV ขุมพลังไฮบริด 243 แรงม้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ทั้งในแง่การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันไปและการขับขี่ท่องเที่ยวทางไกลในวันหยุด รถเอสยูวีรุ่นใหม่ในปัจจุบันมาพร้อมกับรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ทันสมัยและความสะดวกสบายที่ไม่ต่างจากรถยนต์นั่ง และมีข้อได้เปรียบตรงที่ตำแหน่งนั่งขับและความสูงของตัวรถที่มากกว่าส่งผลถึงทัศนวิสัยการขับขี่ดีกว่าและมีความสมบุกสมบันลุยได้มากกว่ารถเก๋งและรถแฮทช์แบ็กทั่วไป

ฮาวาล เอช 6 Haval H6 พี่ใหญ่ของแบรนด์ HAVAL มีวางจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น Pro และ รุ่น Ultra และมีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ Sun Gold Black, Swarovski Blue, Ayers Gray, Hamilton Wihte, Burgundy Red.

็Haval H6 Grey Front Corner
Ayes Gray สีเทา
Haval H6 White Front Corner
Hamilton White สีขาว
Haval H6 Black Front Corner
Sun Black สีดำ
Haval H6 Blue Front Corner
Swarovski Blue สีน้ำเงิน
Haval H6 Red Right Front Corner
Burgundy Red สีแดง

HAVAL H6 รุ่น Pro

HAVAL H6 รุ่น Ultra

ดูข้อมูลเพิ่มเติม HAVAL H6

HAVAL Jolion

รถยนต์ SUV น้องเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับความล้ำสมัยรอบคัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดอัจฉริยะที่ทั้งประหยัด ให้สมรรถนะที่ดี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัย

ฮาวาล โจไลอ้อน Haval Jolion เปิดตัวมาโดยมีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Ultra, Pro, Tech และมีทั้งหมด 5 สี

Ayes Gray สีเทา
Hamilton White สีขาว
Sun Black สีดำ
Swarovski Blue สีน้ำเงิน
Burgundy Red สีแดง

Haval Jolion รุ่น Ultra

Haval H6 Ultra Front Interior

Haval Jolion รุ่น Pro& Tech

val H6 Pro Front Interior

ดูข้อมูลเพิ่มเติม Haval Jolion

สนใจทดลองขับรถ GWM ได้ทุกรุ่น ติดต่อฝ่ายขาย : 099-310-8265
หรือกรอกฟอร์มทดลองขับ คลิกที่นี้ 

บทความ

ทำความรู้จัก GWM แบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก

GWM คือใคร

GWM ชื่อเต็มคือ Great Wall Motor เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากจีน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ เป่าติ้ง มณฑลเหอเป่ย ที่มาของชื่อบริษัทก็ตั้งมาจาก กำแพงเมืองจีน ที่มีความยิ่งใหญ่ แข็งแกร่ง ทนทาน บริษัทได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 เป็นผู้ผลิตรถ SUV สมรรถนะสูงและรถกระบะรายใหญ่ที่สุดของจีน โดยรถ SUV จะอยู่ภายใต้แบรนด์ HAVAL อีกที และปัจจุบัน GWM ได้มีโรงงานผลิตรถแบบเต็มรูปแบบในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง

ประวัติความเป็นมา

แม้ GWM อาจยังไม่ใช่แบรนด์รถยนต์ที่คนไทยรู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่จริงๆแล้ว GWM เป็นกลุ่มผลิตรถยนต์ที่ติด 3 อันดับแรกของประเทศจีน และมียอดขายทั่วโลกกว่า 1 ล้านคัน

โดยในช่วงแรก GWM เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ผลิตรถบรรทุก เน้นความทนทานในการใช้งานขนส่ง เป็นหลัก ต่อมาบริษัทก็เริ่มผลิตรถกระบะ Pickup ซึ่งต่อยอดมาจากชื่อเสียงในเรื่องความทนทาน และรถกระบะของ GWM ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนสามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดรถ Pickup ในจีนได้สำเร็จในปี 1998

หลังจากประสบความสําเร็จในการผลิตรถกระบะในตอนนั้น ทำให้ GWM เริ่มขยายไลน์การผลิตเพื่อจับกลุ่ม Mass มากขึ้น อย่างเช่น รถซีดาน และรถยนต์ SUV

GWM เติบโตอย่างรวดเร็ว จนปลายปี 2003 ก็ได้ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และถือได้ว่า GWM เป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายแรกของจีน ที่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ และยังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ในปี 2011 อีกด้วย

ปัจจุบัน GWM กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่รายหนึ่งในโลก โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา Great Wall Motor มียอดขายรถยนต์ 1,111,598 คันทั่วโลก และทำสถิติยอดขายเกิน 1 ล้านคัน มาแล้ว 5 ปี ติดต่อกัน

Great Wall Motor หรือ GWM มีโรงงานผลิตแบบเต็มรูปแบบทั้งหมด 12 แห่ง ซึ่งกระจายอยู่ในจีนและหลายประเทศทั่วโลก และยังมีโรงงานผลิตแบบ Knock-down หรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนพร้อมประกอบอีก 5 แห่ง นอกประเทศจีน เช่น บัลแกเรีย และรัสเซีย เป็นต้น

โดยหนึ่งในโรงงานผลิตแบบเต็มรูปแบบของ GWM คือโรงงานในประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง ซึ่งบริษัทเองก็มีความตั้งใจอย่างสูงในการเข้ามาทำการตลาดในประเทสไทย และเพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ในตลาดอาเซียนและออสเตรเลีย โดยก่อนหน้านี้ GWM มีแผนที่จะลงทุนเปิดโรงงานในไทยมาแล้วในปี 2556 ด้วยงบลงทุนสูงถึง $340 ล้าน หรือประมาณ 10.6 หมื่นล้านบาท แต่แผนการนี้ถูกยกเลิกไปในปี 2557 และกลับมาอีกรอบในปี 2563 เป็นการเข้าซื้อโรงงานผลิตรถยนต์ของเจเนอรัลมอเตอร์ใน ประเทศไทยที่จังหวัดระยอง และเริ่มการผลิตรถยนต์ที่ประเทศไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา

GWM มีรถอะไรบ้าง/แบรนด์ย่อย

ในปัจจุบัน GWM ประเทศไทย ผลิตและทำการตลาดรถในบางรุ่นเท่านั้น โดยเน้นไปที่รถ SUV และรถไฟฟ้า ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 แบรนด์ คือ HAVAL เป็นแบรนด์รถยนต์ประเภท SUV Hybrid ซึ่งเน้นไปที่การนำเอาเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ มาใส่ในรถ ทำให้การขับขี่สะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น HAVAL มีรถ 2 รุ่น คือ HAVAL H6 กับ HAVAL Jolion ส่วนอีกแบรนด์เป็นรถไฟฟ้า EV 100% ชื่อ ORA โดยมี ORA Good Cat ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ 100% เป็นตัวชูโรงและยังเป็นแค่รุ่นเดียวในแบรนด์รถไฟฟ้าที่มีจำหน่ายในไทย

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5L Turbo ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและเพลาขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์แบบ Multi-mode DHT ให้กำลังรวมสูงสุด 326 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุดถึง 530 นิวตันเมตร

รถยนต์ เอสยูวีขุมพลังไฮบริด 243 แรงม้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ทั้งในแง่การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันไปและการขับขี่ท่องเที่ยวทางไกลในวันหยุด

รถเอสยูวีน้องเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับความล้ำสมัยรอบคัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดอัจฉริยะที่ทั้งประหยัด ให้สมรรถนะที่ดี

รถยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ประเภท Sport EV ที่ได้ครบทั้งด้านฟังก์ชั่นล้ำสมัยและดีไซน์ที่สวยงาม รุ่นนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจรรุ่นแรก

Good Cat GT เวอร์ชั่นตกแต่งสปอร์ต  ด้วยอัตราเร่งที่รวดเร็วกว่า โดยเพิ่มกำลังจาก 143 แรงม้า เป็น 171 แรงม้า ให้ระยะทางวิ่งไกล 500 กิโลเมตร/ชาร์จ 

รถยนต์อเนกประสงค์ยกสูง B-Segment ที่มีขนาดตัวรถใหญ่โปร่งนั่งสบายปรับลุกสปอร์ตตามชื่อ โดดเด่นด้วยโลโก้ HAVAL ใหม่ ส่วนท้ายดิฟฟิวเซอร์ ดีไซน์ใหม่

รถยนต์อเนกประสงค์แบบ SUV ขนาดคอมแพกต์ ตัวถัง 5 ประตู 5 ที่นั่ง สไตล์เรโทร แบรนด์พรีเมียมจาก GWM ติดตั้งเครื่องยนต์ไฮบริดกำลังสูง พร้อมความสามารถเชิงออฟโรด 

เป็นรถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม สร้างบนแพลตฟอร์ม TANK แพลตฟอร์มโมดูล่าร์ออฟโรดอัจฉริยะ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับระบบเครื่องยนต์ได้หลายประเภท

error: Content is protected !!